ข่าว

SMF - Just Installed!
แทงบอลออนไลน์
แทงบอลออนไลน์
สล็อตออนไลน์, ยิงปลา
คาสิโนออนไลน์, หวย
คาสิโนออนไลน์, แทงบอล
รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก รถเช่ากรุงเทพ, เช่ารถกรุงเทพ บ้านผลบอล, บอลวันนี้, ทีเด็ดบอล, วิเคราะห์บอล บ้านน็อคดาวน์, บ้านสำเร็จรูป ufabet, ยูฟ่าเบท รับทำรั้ว

ไทรเกาหลี, ขายต้นไทรเกาหลี truthbet บ้านน็อคดาวน์, ขายบ้านน็อคดาวน์, รับออกแบบบ้านน็อคดาวน์, บ้านสำเร็จรูป รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก บ้านน็อคดาวน์, บ้านสำเร็จรูป ตอกเสาเข็ม, ขายเสาเข็ม, ขายแผ่นพื้น, ปั้นจั่น, รับผลิตเสาเข็ม

 รับทาสี ไนโตรเจนเหลว เตียงเหล็ก รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก แพแอร์กาญจนบุรี รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก

บอลออนไลน์, คาสิโนออนไลน์
เว็บแทงบอลออนไลน์
รับติดแบนเนอร์เว็บบอล, รับทำseoเว็บบอล
แทงหวย, ยี่กี
เกมส์ยิงปลา
หวยออนไลน์
กีฬาออนไลน์
แบคดรอปผ้า

ผู้เขียน หัวข้อ: ความฝันกับสัญลักษณ์ตัวเลข  (อ่าน 28 ครั้ง)

anyaha

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 64
    • ดูรายละเอียด
เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 12:40:42 AM
ความฝันกับสัญลักษณ์ตัวเลข
ต่อไปนี้เป็นสรุปความฝันที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเลขต่างๆ โดยสังเขปให้ท่านพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
เลข 1
ได้แก่ ฝันเห็นไก่, หนู, เสาเรือน, ดินสอ, ปากกา, ไม้ไผ่ ก้านธูป, บุหรี่, หนอน, ดิน, เส้นผม, เส้นเชือก, เทียนไข มคเล็ก ๆ, ปิ่นปักผม, สายสร้อย, กบ, ดอกบัว ฯลฯ

เลข 2
ได้แก่ ฝันเห็นน้ํา, ตะเกียบ, กางเกง, เสื้อ, รองเท้า, ราง รถไฟ, ช้อนส้อม, ข้าวสาร, ขวด, วัว (ฉลู), ผีเสื้อ, ถนน หนทาง ขื่อคา, เลือด, ตุ้มหู, แขน, ขา ฯลฯ

เลข 3
ได้แก่ ฝันเห็นสามง่าม, คราด, ส้อม (ไม่รวมช้อน), คทา, จั่วหลังคา, ทางสามแยก หรือสามแพร่ง, ธงสามเหลี่ยม, เต่า ตะพาบน้ํา, รถสามล้อ, สามขา, พัดลม, ลม, เสือ (ขาล) เกาทัณท์หรือธนู, สามเณร, เตาไฟ, ซี่ฟัน ฯลฯ

เลข 4
ได้แก่ ฝันเห็นคนตาย, โลงศพ, หีบห่อ, กระเป๋าเดินทาง ลังไม้, สมุด, หนังสือ, กระจก, เครื่องบิน, สัตว์สี่เท้าบาง ชนิด (สุนัข, เสือ, กระต่าย, วัว, ควาย, ลา, แมว ฯลฯ) รถยนต์, ผ้าเช็ดหน้า, มุ่ง, ว่าวปักเป้า, ไพ่ป๊อก, หน้าต่าง จอภาพยนตร์ ฯลฯ

เลข 5
ได้แก่ ฝันเห็นงูใหญ่ (มะโรง), พญานาค, ผู้หญิง, เรือ, ศีรษะคน, ว่าวจุฬา, รั้วบ้าน, ควงดาว, เมฆหมอก, ห่าน, ดอกไม้ (หอม), มือ, เท้า ฯลฯ

เลข 6
ได้แก่ ฝันเห็นไม้เท้า, เบ็ดตกปลา, คันร่ม, ผีหลอก, หวี ขวาน, ดาบ, งู (มะเส็ง), กระบวย, ลูกเต๋ (หกเหลี่ยม) สะพานโค้ง, ระฆัง, นก (วิหค), กุญแจ, ต้นไม้, หมวก ฯลฯ

เลข 7
ได้แก่ ฝันเห็นตุ๊กแก, จิ้งจก, จอบ, จรวด, เจว็ด, ศาล, แจกัน, มีดพร้า, จิ้งหรีด, จักจั่น, เจดีย์, อาคารบ้านเรือน, หลังคา, ม้า (มะเมีย) ฯลฯ

เลข 8
ได้แก่ ฝันเห็นแว่นตา, นมผู้หญิง, ห่วง 2 ห่วงคล้องกัน คนกอดอก, เป็ด, พระสงฆ์, ญาติผู้ใหญ่, ปีบน้ํา, แมงมุม โบสถ์, แพะ (มะแม), แมลงป่อง, ปลวก, จอมปลวก ปราสาท, พระปรางค์, โซ่ตรวน, ปากคน, ปลิง ฯลฯ

เลข 9
ได้แก่ ฝันเห็นกษัตริย์, บิดามารดา, พระพุทธรูป, พระ แก้วมรกต, พระปฐมเจดีย์, ภูเขา, ภูเขาทอง, ลิง วอก) ยักษ์, กําแพงใหญ่ ๆ, เทวดา, กุ้ง, กบ, ช้าง, ต้นไม้ใหญ่ ฉัตร ฯลฯ

เลข 0
ได้แก่ ฝันเห็นห่วง, แหวน, กําไลข้อมือ, นาฬิกาข้อมือ, ถังน้ํา, พระอาทิตย์, พระจันทร์, คนตาย, หลุม, บ่อ, ล้อรถ, ชามจาน, กระป๋องกลม, กลอง, โถส้วม, ฆ้อง, ผลไม้ลูก กลม ๆ, กระดุม, ถาด ฯลฯ

ฝันเห็นงูฝันเห็นงูสีขาวฝันเห็นงูเหลือมฝันเห็นงูเหลือมตัวใหญ่ฝันเห็นงูเหลือมสีทองฝันเห็นงูใหญ่
ฝันเห็นงูตัวใหญ่ฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูลายฝันเห็นงูเขียวฝันเห็นงูเห่าฝันเห็นงูจงอาง
ฝันเห็นงูจงอางยักษ์ฝันเห็นงูจงอางเข้าบ้านฝันเห็นงูจงอางหลายตัวฝันเห็นงูจงอางกัดฝันเห็นงูจงอางเผือกฝันเห็นงูจงอางชูคอ
ฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่มากฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูแมวเซาฝันเห็นงูหลามฝันเห็นงูตัวสีฟ้าฝันเห็นงูตัวสีดำ
ฝันเห็นงูตัวสีแดงฝันเห็นงูสีทองฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูสองตัวฝันเห็นงูเผือกฝันเห็นงูหลาม
ฝันเห็นงูตัวใหญ่มากฝันเห็นงูตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูตัวใหญ่หลายตัวฝันเห็นพญานาคฝันเห็นพญานาคตัวใหญ่ฝันเห็นพญานาคสีทอง
ฝันเห็นพญานาคสีเขียวฝันเห็นพญานาคสีแดงฝันเห็นพญานาคเล่นน้ำฝันเห็นพญานาคไล่ตามฝันเห็นหงอนพญานาคฝันเห็นพญานาคสีเงิน
ฝันเห็นพญานาคหลายตัวฝันเห็นพญานาคพูดได้ฝันเห็นพญานาคพ่นน้ำฝันว่างูรัดฝันว่างูกัดฝันว่างูกัดขา
ฝันว่างูกัดเท้าฝันว่าฆ่างูฝันว่าตีงูฝันว่างูเลื้อยผ่านฝันว่างูกัดแขนฝันว่างูกัดนิ้ว
ฝันว่างูไล่กัดฝันว่างูฉกฝันว่ากินงูฝันว่าจับงูฝันว่างูเลื้อยขึ้นตัวฝันว่างูรัดขา
ฝันว่างูรัดแขนฝันว่างูรัดตัวฝันว่างูรัดขาขวาฝันว่างูรัดขาซ้ายฝันว่างูรัดแขนขวาฝันว่างูรัดแขนซ้าย




anyaha

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 64
    • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 12:40:59 AM
ดูดวง ทำนายฝัน ฝันเห็นงู
ทำนายฝันเห็นงูด้านความรัก
จะได้โอกาสใกล้ชิดกับคนต่างเพศ คนนี้แหละจะเป็นคู่ของท่าน หากท่านยังไม่มีคู่หากมีคู่รักคู่ครองอยู่แล้ว คู่รักคู่ครองของท่านจะอยู่ห่างไประยะหนึ่งจึงกลับคืนมา ถ้าท่านหรือ คู่ครอง คู่รัก เจ็บป่วยอยู่สถานพยาบาลหรือสถานพักฟื้น ก็จะทุเลาลงจนหมออนุญาตให้กลับมาอยู่ร่วมบ้านร่วมเรือนกันได้ ถ้าเป็นครอบครัวกันอยู่แล้ว รักจะมีความสุข มีเพศสัมพันธ์ที่ดีและมักมีผลเป็นการก่อกําเนิด วันที่ท่านไม่ควรข้าม คือวันที่ 7 และวันที่ 9

ทำนายฝันเห็นงูด้านการงาน
เรื่องงานท่านมีเกณฑ์ได้เดินทางไปประชุม ไปสัมมนา หรือออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ การเดินทางนั้นอาจจะมีอุปสรรคขัดข้องบ้าง โดยมากจะเป็นเรื่องความแปรปรวนทางธรรมชาติหรือความยุ่งยากในทางสังคม ผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิ มิตรภาพที่อาวุโส กว่าจะช่วยเหลือเกื้อกูล ช่วยคลี่คลายปัญหา ให้คําแนะนําแก่ท่าน

ทำนายฝันเห็นงูด้านการเงิน
การเงินของท่านยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงรุนแรงชัดเจน มีจังหวะดีที่จะเก็บเงินไว้เป็นทุนสํารองสําหรับใช้ในช่วงกลางเดือน ที่สําคัญคือคู่หรือคนรักของท่านเข้ามามีบทบาทในเรื่องทรัพย์สินการเงินของท่านอยู่บ้าง แต่ก็เป็นไปในทางบวกมากกว่าทางลบ ในช่วงนี้ไม่เหมาะที่ท่านจะไปนัดเจรจาหรือคุยกับใครในเรื่องเงิน

ทำนายฝันเห็นงูด้านสุขภาพและข้อควรระวัง
ระวังอุบัติเหตุที่จะทําให้ศีรษะ สมองต้องบาดเจ็บ ระวังของหนักจากที่สูงหล่นใส่สําหรับสุขภาพจะนอนไม่หลับ ปวดศีรษะและเป็นลมหน้ามืด รู้สึกผิดปกติอย่าขับรถหรือคุมเครื่องจักรกลหนัก

ฝันเห็นงู เลขเด็ด เลขเสี่ยงโชค 56, 66, 559, 55, 566, 568

หมายเหตุ การทำนายฝันนี้เป็นการสุ่มจากผลการค้นหา ความแม่นยำในการทำนายขึ้นกับกำลังความคิด กำลังสมาธิและการเลือกคำทำนายของตัวท่านเอง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านคำทำนาย

ฝันเห็นงูฝันเห็นงูสีขาวฝันเห็นงูเหลือมฝันเห็นงูเหลือมตัวใหญ่ฝันเห็นงูเหลือมสีทองฝันเห็นงูใหญ่
ฝันเห็นงูตัวใหญ่ฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูลายฝันเห็นงูเขียวฝันเห็นงูเห่าฝันเห็นงูจงอาง
ฝันเห็นงูจงอางยักษ์ฝันเห็นงูจงอางเข้าบ้านฝันเห็นงูจงอางหลายตัวฝันเห็นงูจงอางกัดฝันเห็นงูจงอางเผือกฝันเห็นงูจงอางชูคอ
ฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่มากฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูแมวเซาฝันเห็นงูหลามฝันเห็นงูตัวสีฟ้าฝันเห็นงูตัวสีดำ
ฝันเห็นงูตัวสีแดงฝันเห็นงูสีทองฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูสองตัวฝันเห็นงูเผือกฝันเห็นงูหลาม
ฝันเห็นงูตัวใหญ่มากฝันเห็นงูตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูตัวใหญ่หลายตัวฝันเห็นพญานาคฝันเห็นพญานาคตัวใหญ่ฝันเห็นพญานาคสีทอง
ฝันเห็นพญานาคสีเขียวฝันเห็นพญานาคสีแดงฝันเห็นพญานาคเล่นน้ำฝันเห็นพญานาคไล่ตามฝันเห็นหงอนพญานาคฝันเห็นพญานาคสีเงิน
ฝันเห็นพญานาคหลายตัวฝันเห็นพญานาคพูดได้ฝันเห็นพญานาคพ่นน้ำฝันว่างูรัดฝันว่างูกัดฝันว่างูกัดขา
ฝันว่างูกัดเท้าฝันว่าฆ่างูฝันว่าตีงูฝันว่างูเลื้อยผ่านฝันว่างูกัดแขนฝันว่างูกัดนิ้ว
ฝันว่างูไล่กัดฝันว่างูฉกฝันว่ากินงูฝันว่าจับงูฝันว่างูเลื้อยขึ้นตัวฝันว่างูรัดขา
ฝันว่างูรัดแขนฝันว่างูรัดตัวฝันว่างูรัดขาขวาฝันว่างูรัดขาซ้ายฝันว่างูรัดแขนขวาฝันว่างูรัดแขนซ้าย




anyaha

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 64
    • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 12:41:12 AM
ฝันพยากรณ์ ทํานายโชคชะตาและตัวเลขจากความฝัน ทำนายฝัน

ศาสตร์อันลี้ลับของความฝัน
พระนันทาจาริย์ปราชญ์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนาผู้แต่ง คัมภีร์สารัตถะสังคหะ และเป็นผู้ยืนยันว่า พระอรหันต์ไม่ฝันด้วย เหตุผลดังว่านั้น ได้ระบุมูลเหตุของความฝันไว้เป็นข้อคิดอยู่ 4 ประการคือ
1. ฝันโดยเป็นบุพนิมิต คือ บอกให้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุ ดีหรือร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น
2. ความฝันเกิดจากควงจิตที่ฝังพะวงหรือพัวพันอยู่กับ สิ่งหนึ่งก่อนหน้าจะหลับ จึงเก็บเอาสิ่งนั้นมาฝัน
3. เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเทวดาเพราะเทวดาต้องการให้ โทษหรือให้คุณ
4. ความฝัน เกิดจากธาตุกําเริบ กล่าวคือร่างกายไม่ปกติ ครั้นหลับลงจึงฝันไปในรูปต่าง ๆ

คัมภีร์อธิบายเรื่องฝันของพระนันทาจาริย์เล่มนี้ ครั้งหนึ่ง ได้เคยใช้เป็นหลักสูตรของตําราทางพระพุทธศาสนาแต่ต่อมา สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ทรงยกเลิก และใช้เรื่องอื่นแทน
อย่างไรก็ตาม ความฝันก็เป็นเรื่องที่บรรดานักปราชญ์ หลายชาติได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ต่าง ๆ นานา และไม่ถึงกับจะลง ความเห็นว่า ความฝันเป็นเรื่องไร้สาระไปเสียทีเดียวนัก เพราะ นักปราชญ์บางคนก็ถึงกับลงทุนค้นคว้าถึงสมุฏฐานหรือที่มาของ ความฝันกันอย่างเคร่งครัด โดยถือเอาว่า ความฝันเป็นจิตวิทยา อย่างหนึ่งของคนเราที่จะต้องศึกษาไว้ จนถึงกับทําเป็นตําราหรือ วิชาความฝันออกมาด้วยกันหลายเล่ม เป็นตําราที่เขียนขึ้นโดย นักปราชญ์หรือนักจิตวิทยาหลายชนิดและดูเหมือนว่าวิชาเรื่อง ความฝันนี้ จะเป็นตําราที่เก่าแก่กว่าวิชาอื่น ๆ ทั้งหลายในโลกก็ ว่าได้

นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง กล่าวว่า  “วิชาความฝันนั้น เป็นวิชาเก่าเท่ากับตัวโลกเอง”
คํากล่าวเช่นนี้ไม่ผิดนัก เพราะนักปราชญ์หลายคนยืนยัน เป็นเสียงเดียวกันว่าความฝันเป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จักและเริ่มสนใจมา ตั้งแต่โบราณกาล และสืบทอดความสนใจในการค้นคว้ามาจน กระทั่งถึงทุกวันนี้ ซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีวิชาใดที่จะมีผู้ค้นคว้า หาความรู้กันมากเท่ากับวิชาความฝันนี้
เพราะตามบันทึกของ ศาสตราจารย์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักปราชญ์ชาวออสเตรียนผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นทั้งนักจิตวิทยา และแพทย์ได้ใช้เวลาในการค้นคว้าหาความจริงในเรื่องความฝันนี้ โดยใช้การรวบรวมเรื่องความฝันนี้เรื่องเดียวว่ามีหนังสือวิชา ความฝันนี้ถึง 700 กว่าเล่ม เป็นภาษาต่าง ๆ ซึ่งมีภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส, อังกฤษ, อิตาเลียน, สเปน, ลาติน, รัสเซีย, และ ฯลฯ และดูเหมือนว่า เยอรมันจะมีหนังสือประเภทนี้ออกมามากที่สุด รองลงไปก็คือ ฝรั่งเศส
ศาสตราจารย์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ยอมรับว่า ความฝัน เป็นศาสตร์อันลี้ลับอย่างหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์เราที่ สามารถ จะบอกเหตุการณ์ทั้งอดีตและอนาคตได้ใกล้เคียงที่สุด ซึ่งแม้ว่าจะมีบุคคลอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่ยอมรับและเชื่อถือใน เรื่องชนิดนี้ก็ตาม แต่บุคคลเหล่านี้ก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกนึกคิด ในทางผูกพัน กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนได้ฝันขึ้นทั้งดีและร้ายไป เสียที่เดียวได้นัก
เพราะความฝันบางเรื่องสามารถจะเป็นเหตุให้ผู้ฝันบางคน ได้รู้สิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย และรู้ถูกต้องตามความเป็นจริง เสียด้วย
ในทางไทยก็ยอมรับว่า ความฝันซึ่งเป็นเครื่องบอกเหตุ การณ์ล่วงหน้า เรียกว่า บุพนิมิต” นั้นมีอยู่จริง เช่น อย่างใน คัมภีร์ หรือตําราทางศาสนาที่อ้างถึง “พระมหาสุบินของ พระพุทธเจ้า และอย่างที่ไทยเราในสมัยยุคประวัติศาสตร์โบราณ เกือบทุกสมัย ก็ยังต้องมีโหรหลวงคอยทําหน้าที่ถวายคําทํานาย พระสุบิน ของพระมหากษัตริย์อยู่ด้วยทุกครั้งเสมอไป

อิทธิพลของตัวเลขในความฝัน
ความฝันของคนเราที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ หรือ สัตว์ หรือกับสิ่งของต่าง ๆ ตามตําราทํานายฝันส่วนมากที่ให้ ความหมายของสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวเลข มักจะมีส่วนใกล้เคียงกัน อยู่มาก ซึ่งอาจเกิดจากการสังเกตหรือพิจารณาเอาจากลักษณะ รูปร่าง หรือจุดเด่น หรือลําดับของตัวอักษรของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มาเป็นหลักเกณฑ์ โดยใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์มานานหลาย ชั่วอายุคนแล้วก็ได้ จึงสามารถให้ความเชื่อถือต่อการทดลอง เปรียบเทียบในลักษณะที่เรียกว่า ใกล้เคียงหรือมีส่วนตรงกับ เป้าหมายได้เป็นส่วนมาก
เหตุนี้ ผู้เป็นเจ้าของตํารับเดิม จึงได้พยายามถอดเอา สิ่งที่ฝันถึงเหล่านี้ออกมาเป็น เลข" โดยถือเอาว่าเป็น “อิทธิพล อย่างหนึ่งของตัวเลข ที่บันดาลให้เป็นไปในมโนภาพแห่งความฝัน ของคนเรา ซึ่งแม้จะยึดถือเป็นหลักเกณฑ์ตายตัวหรือ “แม่นยํา ทีเดียวนักไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าจะมีส่วนใกล้เคียงกันอยู่บ้าง
จึงขอให้ผู้อ่านที่สนใจลองใช้ความสังเกต หรือลองหัด พิจารณาดูเองบ้าง หากจะผิดพลาดไปจากคําทํานายก็ขอให้ถือว่า เป็นส่วนประกอบในการหาความสนุกหย่อนใจหรือเป็นเครื่อง บันเทิงใจอย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วกัน

หลักทํานายและการใช้วิธีสังเกตจากตํารับโบร่ําโบราณ เดิม มีดังนี้
ถ้าฝันเห็นกษัตริย์, พระราชินี, ประมุข, คนแก่หง่อม สูงอายุ, บิดามารดา, พระพุทธรูปบูชา, พระประธานในโบสถ์ พระแก้วมรกต, ฯลฯ มักจะเป็นเลข 9 (เฉพาะองค์พระราชินีนั้น ถ้าในฝันมีองค์พระราชายืนประทับเคียงข้างให้ถือเป็น 8 และ องค์กษัตริย์เป็น 9 ฉะนั้นเลขนี้จะต้องเป็นเลข 2 ตัว คือ 98 หรืออาจจะเป็น 29 ก็ได้)
ถ้าฝันเห็นไก่, หนู ฯลฯ มักเป็นเลข 1 (ถือเอาว่า ก. ไก่ เป็นพยัญชนะตัวแรก และหนูเป็นปีแรกของปีเกิด หรือปี 12 นักษัตร คือ ชวด แปลว่า หนู)
ถ้าฝันเห็นเสาเรือนโดดเดี่ยว, ไม้ไผ่, ดินสอ, ก้านธูป หรือสิ่งที่เรียวยาว เช่น เส้นเชือกวิ่งตรง, เส้นหมี่ หรือ เสาธง (ไม่มีธง) ก้านไม้ขีด, ไม้บรรทัด, ไม้เรียว, บุหรี่ มักจะเป็นเลข 1
ถ้าฝันเห็นคนตาย, ศพ หรือโลงศพ มักจะเป็นเลข 4 (ในทางอิทธิพลของตัวเลขนี้ว่าเลข 0 แทน 4 หรือ 4 แทน 0 ได้ ฉะนั้นจึงเป็น 4 หรือ 0 ได้)
แต่ถ้าฝันเห็นคนที่ตายไปแล้วเป็นคนแปลกหน้าและเป็น "ผี" ในฝัน มักเป็นเลข 6 (ซึ่งแปลความหมายว่า ผีหลอก" คือ “ผีโกหก" คําว่าหลอกหรือโกหกจึงเท่ากับ 6)
ถ้าฝันเห็น หีบ ห่อ, กระเป๋าเดินทาง, โต๊ะ, เก้าอี้, เตียงนอน, วิทยุ หรือ สมุดหนังสือ หรือวัตถุสิ่งของที่มีรูปสี่เหลี่ยม มักจะเป็นเลข 4
ถ้าฝันเห็นกระแสน้ํา หรือ น้ํา มักเป็นเลข 2 (ถือเอา ลําดับจากธาตุทั้ง 4 คือ 1. ดิน 2. น้ํา 3. ลม และ 4. ไฟ เพราะฉะนั้นถ้าฝันเห็นดิน ก็มักตรงกับเลข 1 หรือฝันเห็น ไฟ ก็ มักตรงกับเลข 4)
ถ้าฝันเห็นแว่นตา, ถนนมผู้หญิงทั้งสองข้าง ปาก คน เป็ด, คนกอดอก, ห่วง 2 ห่วงคล้องกัน ฯลฯ มักเป็นเลข 8 (คือ ถือเอาตามลักษณะและอักษรเช่นแว่นตามีวงกลม2วงต่อเนื่องกัน หรือนมสองข้าง ส่วนคําว่าปากและเป็ด ถือเอาตัวอักษร ป. เป็นความหมายของคําว่าแปด)
ถ้าฝันเห็นนก มักเป็น เลข 6 ทั้งนี้ไม่ถือตามตัวอักษร น. เป็น 1 แต่ถือเอาการออกเสียง “นก” ใกล้เคียงกับ หก หรือถือว่า นก คือ “วิหค” ก็ได้
ถ้าฝันเห็นเรือ มักเป็นเลข 5 (ตามความสังเกตว่า ร. เรือ มีลักษณะคล้ายตัวเลขอารบิคเลข 5 ก็ได้)
ถ้าฝันเห็นผู้หญิงในวัยสาวถึงกลางคน มักเป็นเลข 5 แต่ถ้าฝันเห็นหญิงคนท้อง มักเป็นเลข 6 หญิงแก่ชราหรือมารดา มักเป็น เลข 9
ถ้าฝันเห็นพลับพลา, บ้านเรือน, อาคาร, หรือหลังคาบ้าน มักเป็น เลข 7
ถ้าฝันเห็นวงแหวน, กําไลมือ, หลุมหรือบ่อหรือวัตถุที่มี ลักษณะเป็นวงกลม หรือกลอง มักเป็นเลข 0 (บางตําราว่าแหวน มักจะตรงกับ เลข 6 ซึ่งอาจถือเอาคําว่า ว.แหวน มีลักษณะ คล้ายเลข 5 ของไทยก็ได้)
ถ้าฝันเห็นสามง่าม, คราด, ส้อม ช้อน, คทา, รถสามล้อ, จั่วหลังคา มักเป็น เลข 3
ถ้าฝันเห็นจิ้งจก, ตุ๊กแก, จรวด, เจว็ดศาล, จอบ มักเป็น เลข 7 (ถือเอาตามตัวอักษร จ. อยู่ในคําว่าเจ็ด ส่วนตุ๊กแกนั้นถือ เอาไม้ตรี () มีลักษณะเป็นเลข ๗ ของไทย)
ถ้าฝันเห็นวัวควาย, สุนัข, เรือ หรือสัตว์ 4 เท้า ส่วน มากมักเป็นเลข 4 แต่ให้สังเกตว่า ถ้าเป็นสัตว์ที่อยู่ใน 12 นักษัตรของปีเกิด คือปีชวด-ปีกุน ให้ถือ ชวด (หนู) 1, ฉลู (วัว) 2, ขาล (เสือ) 3, เถาะ (กระต่าย) 4, มะโรง (งูใหญ่) 5. มะเร็ง (งูเล็ก) 6. มะเมีย (ม้า) 7, มะแม (แพะ) 8. และวอก (ลิง) 9. ส่วนระกา (ไก่) เป็น 1 หรือ 10, จอ (สุนัข) เป็น 11 หรือ 4 กุน (หมู) เป็น 12 หรือ 4
ถ้าฝันเห็นแก้วน้ํา, แก้ว, เพชรพลอย มีค่ามักเป็น เลข 9
ถ้าฝันเห็นเบ็ดตกปลา (ตัวเบ็ด) ไม้เท้าถือ (มีหัวโค้งงอ เหมือนรูปตัว j) คันร่ม หรือสะพานโค้งมักเป็นเลข 6
ถ้าฝันเห็นกางเกง, เสื้อ, ตะเกียบทั้งคู่ รางรถไฟ และ รองเท้า (ทั้งคู่) มักจะเป็นเลข 2 (ถือเอาว่าสิ่งเหล่านี้มีเลขเป็นคู่ คือ 2 เช่น กางเกงมี 2 ขา หรือรองเท้าต้องมีคู่หรือ 2 ข้าง)
ถ้าฝันเห็นงูใหญ่ หรือพญานาค (ตามที่เข้าใจในฝัน) มัก จะเป็นเลข 5 คือถือเอาลําดับในปีเกิด 12 นักษัตร ถ้าฝันเห็นงูเล็ก ๆ หรืองูธรรมดาทั่วไป มักเป็นเลข 6 (ถือปี 12 นักษัตร เช่นเดียวกัน)
ถ้าฝันเห็นมือหรือเท้า มักเป็นเลข 5 (ถือเอาว่ามี 5 นิ้ว) แต่ถ้าฝันเห็นแขน หรือขา มักเป็น 2 (ถือเอาว่ามนุษย์เรามี 2 แขน 2 ขา) แต่ถ้าฝันเห็นมือ ในลักษณะกําแน่นหรือกําหมัด หรือกําปั้น มักเป็นเลข 6 หรือ 9 และถ้าฝันเห็น “มือจับ” เช่น จับปลา จับสิ่งของ ถือเอาลักษณะของการ “จับ” เป็นเลข 7 เช่น จับปลา ก็จะต้องเป็น 87 หรือ 78 เพราะปลาเข้าในลักษณะของเลข 8
ถ้าฝันเห็นว่าวจุฬา มักเป็นเลข 5 เพราะมีปลายทั้ง 5 คล้ายดาว แต่ถ้าเป็นว่าวปักเป้า ว่าวอีลุ้ม มักเป็นเลข 4 เพราะ เป็น 4 มุม
ถ้าฝันเห็นบันได มักเป็นเลขคี่ คือ 3, 5, 7.9 (เพราะบันได ส่วนมาก จะต้องสร้างขั้นบันไดให้เป็นเลขคี่ ฉะนั้นถ้าฝันสังเกต
ระยะความสูงหรือขั้นบันไดได้ ก็อาจจะมีความหมายเป็นเลขคี่ เลขใดเลขหนึ่งได้ใกล้ชิด)
ถ้าฝันเห็นภูเขาสูงใหญ่ มักเป็นเลข 9 ถ้าฝันเห็นจอมปลวก หรือตัวปลวก มักเป็นเลข 8
ถ้าฝันเห็นอุจจาระ หรือ ขี้ มักเป็นเลขคี่ (แต่ต้องสังเกต ว่า จํานวนของก้อนขึ้นั้นมากหรือน้อย แล้วตีความหมายให้ ใกล้เคียงเช่น จํานวนก้อน 2 ก้อน ก็อยู่ในราวเลข 1, หรือ 3 แต่ ถ้ามากก็ตีความหมายเป็น 5 หรือ 7 ได้ อย่าให้ถึง 9)
ถ้าฝันเห็น หมวก, มงกุฎ, ชฎา, ธงปักปลายยอด มัก เป็นเลข 9 (คือ ถือว่าเป็นของอยู่สูง)
ถ้าฝันเห็นกุ้ง มักเป็น 9 ถ้าฝันเห็นรวมกับปลาก็ต้อง ตีความหมายว่า 98
ถ้าฝันเห็นเต่า, ตะพาบ มักเป็น เลข 4 บางตําราว่าเลข 3 คือถือว่าตัวอักษร ต. ใกล้เคียงกับเลข ๓ ของไทย
ที่ยกมานี้ เป็นแนวทางตัวอย่างของอิทธิพลตัวเลขแทน สิ่งต่าง ๆ ในฝันตามเหตุผลของเจ้าของตํารับเดิมแต่โบราณกาลมา ซึ่งท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามที ก็ลองพิจารณสังเกตเอาตามที่ท่าน ฝันดูสัก 2-3 ครั้ง บางที่จะช่วยให้ท่านมีประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ ขึ้นบ้าง

ฝันเห็นงูฝันเห็นงูสีขาวฝันเห็นงูเหลือมฝันเห็นงูเหลือมตัวใหญ่ฝันเห็นงูเหลือมสีทองฝันเห็นงูใหญ่
ฝันเห็นงูตัวใหญ่ฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูลายฝันเห็นงูเขียวฝันเห็นงูเห่าฝันเห็นงูจงอาง
ฝันเห็นงูจงอางยักษ์ฝันเห็นงูจงอางเข้าบ้านฝันเห็นงูจงอางหลายตัวฝันเห็นงูจงอางกัดฝันเห็นงูจงอางเผือกฝันเห็นงูจงอางชูคอ
ฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่มากฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูแมวเซาฝันเห็นงูหลามฝันเห็นงูตัวสีฟ้าฝันเห็นงูตัวสีดำ
ฝันเห็นงูตัวสีแดงฝันเห็นงูสีทองฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูสองตัวฝันเห็นงูเผือกฝันเห็นงูหลาม
ฝันเห็นงูตัวใหญ่มากฝันเห็นงูตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูตัวใหญ่หลายตัวฝันเห็นพญานาคฝันเห็นพญานาคตัวใหญ่ฝันเห็นพญานาคสีทอง
ฝันเห็นพญานาคสีเขียวฝันเห็นพญานาคสีแดงฝันเห็นพญานาคเล่นน้ำฝันเห็นพญานาคไล่ตามฝันเห็นหงอนพญานาคฝันเห็นพญานาคสีเงิน
ฝันเห็นพญานาคหลายตัวฝันเห็นพญานาคพูดได้ฝันเห็นพญานาคพ่นน้ำฝันว่างูรัดฝันว่างูกัดฝันว่างูกัดขา
ฝันว่างูกัดเท้าฝันว่าฆ่างูฝันว่าตีงูฝันว่างูเลื้อยผ่านฝันว่างูกัดแขนฝันว่างูกัดนิ้ว
ฝันว่างูไล่กัดฝันว่างูฉกฝันว่ากินงูฝันว่าจับงูฝันว่างูเลื้อยขึ้นตัวฝันว่างูรัดขา
ฝันว่างูรัดแขนฝันว่างูรัดตัวฝันว่างูรัดขาขวาฝันว่างูรัดขาซ้ายฝันว่างูรัดแขนขวาฝันว่างูรัดแขนซ้าย




anyaha

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 64
    • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 12:41:54 AM
Vanuatu, an untamed South Pacific getaway
The Vanuatu archipelago is a true throwback—one of the “rawest” places to visit in the South Pacific, said A. Odysseus Patrick in The Washington Post. But if you want to escape the modern world, the tiny island nation is “gorgeous, exotic, occasionally scary, and often farcical. And fun. Mostly.” My recent family trip to Vanuatu almost ended before it began when a storm prevented our plane from landing at the antiquated airport, which lacked a modern guidance system. But this is to be expected when vacationing in a place where 80 percent of the population lives in thatched huts. Vanuatu may lack modern amenities, but the former French and British colony does have “unspoiled tropical landscapes, friendly locals,” and a rich heritage that mixes Melanesian culture with British and French influences.


Vanuatu’s biggest attraction is Mount Yasur, an active volcano located 130 miles south of the main island, Efate. To get to it, we hired a guide who crammed us into a tiny, six-seat plane, then flew for an hour through the mist before landing on a bumpy runway. Climbing into SUVs, we followed a “potholed, single-lane dirt track” through the jungle until we reached a plain of ash marked by “clumps of orange lava, long cooled and solidified.” The volcano’s peak loomed to the east.

At the volcano’s summit, our guides didn’t offer much advice, and there weren’t any warning signs about where we could go. To my wife’s dismay, my kids and I walked along the 3-foot-wide rim of the crater as steam and sulfurous gas billowed up from below. Every few seconds “a low boom sounded,” and the larger explosions shot chunks of molten stone into the sky. Some of the debris landed nearby, and although the taciturn natives insisted we were safe, each blast sent “a shudder of fear racing through our group.”  Later, back at the resort, we were content to sip tropical cocktails and enjoy a delicious and inexpensive dinner while our kids ran free on the beach. It wasn’t a standard tropical vacation, but we hadn’t come for one.

Casual class on Portugal’s exclusive coast
Portugal’s Herdade da Comporta exudes an “under-the-radar cool,” even as it’s become more popular, said Maura Egan in Cond? Nast Traveler. In the past 20 years, this region along the nation’s western coast has emerged as a secret, fashionable retreat for well-to-do Europeans. Newly opened hotels and restaurants should bring in even more visitors. Still, Comporta resists the overdevelopment plaguing much of the continent’s beachfront. When I visited recently, Isabel de Carvalho, co-owner of the chic restaurant Museu do Arroz, said to me, “People come here because it reminds them of St.- Tropez in the ’70s.”


There are seven villages in the Herdade da Com porta. One local explained that wealthy families live in Brejos, well-heeled tourists vacation at Pego, and Comporta village is “the destination for day-trippers from Lisbon.” Surprisingly, the elite mingle easily with fishermen and farmers, and many summer homes and rentals give off “a casual boho vibe, with little furniture and plenty of outdoor areas for taking in the landscape.” On one afternoon drive, I passed through the village of Carvalhal, where old men sat drinking espresso at an outdoor caf?, as they’ve done for generations, and a woman collected snails by the side of the road. I was on my way to Pego’s Restaurante Sal, the “unofficial clubhouse” of the Comporta. When I arrived, families were sitting on the deck, “lingering over their grilled fish, squid ink rice, and half-empty bottles of local ros?.” Everyone wore “their Sunday beach best: polo shirts and Top-Siders for the men, flowing caftans and straw hats for the women.” A grand father slumped in a chair while his grandson played on a nearby sand dune.

The casual mix of the upper and lower classes is readily evident in Comporta village. Businesses range from a tiny supermercado to boutique shops selling Moroccan pottery. Locals sit on a stone wall eating ice cream near an intersection congested with BMWs and Range Rovers. I met British artist Jason Martin, who moved to Comporta after seeing it on TV. He spoke of a “genuine” vibe and said that, even with increased attention, Comporta remains “Europe’s hidden treasure.”

Discovering Spain’s Roman ruins
To understand ancient Rome, start in Madrid, said Miranda S. Spivack in The Washington Post. “Spain is essentially one big archaeological site, much of it dating from the Roman era.” During a recent trip, my husband and I made a point of seeking out remnants of that mighty empire, which gained a foothold in the Iberian Peninsula in about 200 B.C. and ruled the region until the early 5th century. Dozens of Roman sites can readily be reached on day trips from Madrid, and they’re consistently less crowded and often in better condition than Italy’s own. “Add to that the economics of visiting Spain—where a tapas snack and a drink in a restaurant can be had for about $9 or less—and it’s tough to find a reason to stay away.”


Every site we visited we had nearly to ourselves. At Carranque, the site of a 20-room, 4th-century Roman villa, only 12 other people joined a tour during which we marveled at dozens of mosaics on the walls and floors. At Numancia, a hilltop outpost where residents valiantly held off Roman aggressors for two decades, we wandered among ancient Roman and Celtiberean homes filled with periodappropriate furnishings. At the Museo de las Villas Romanas, in Almenara-Puras, we toured a full-scale model of a Roman villa built next to the remains of the 4th-century villa it was based on. “It seemed like a lifesize playhouse, complete with an interior courtyard, spa rooms with neatly folded towels, and communal latrines, typical of the Romans.”

Farther afield, you can find a Roman chariot racetrack in M?rida, and large coliseums in It?lica, Seg?briga, and Tarragona, a city that sits on the Mediterranean coast southwest of Barcelona. From Tarragona, we took a short ride on a public bus one day to reach Centcelles, a Roman villa famed for a ceiling mosaic said to be one of the finest in the world. Previously we’d been told that the nation’s wrenching economic downturn had slowed tourism, but we were surprised to be the day’s only visitors. The day before, a curator told us, there’d been maybe three. We gazed upward in amazement for a long time.

Ankara—Turkey’s second city
Ankara too often gets overshadowed by Istanbul, said Andrea Sachs in The Washington Post. Turkey’s capital has only 4.5 million residents to Istanbul’s 14 million, and it has a reputation for being less fun—a Washington, D.C., to Istanbul’s New York City. But don’t let the concentration of universities and foreign embassies give you the wrong impression. Ankara is more than a place to study or practice diplomacy. It’s a pleasingly disorderly city—“energetic, loud, and alive, so very alive.”


I stayed recently in the historic Ulus quarter, buying my daily provisions at a market where the vendors routinely threw in extra fruits or vegetables for free. Whenever you look up in this district, “your eyes inevitably bump into the citadel, a colossal structure of towers and walls shaped by the hands of many civilizations (Hittite, Byzantine, Galatian, etc.).” One late afternoon, I entered through a dramatic archway and climbed ragged steps to a wall where I could sit watching boys playing soccer below me. At 5:57, a booming voice called Muslims to prayer, so I followed the faithful to Haci Bayram, Ankara’s most sacred mosque. Passing through a courtyard that contains the ruins of a Roman temple, I padded into the mosque though the women’s entrance, hiding my hair under my jacket’s hood. While children played around us, the women “remained deep in prayer, their covered heads bowed toward Mecca.”

My favorite hangout was a furniture shop run by a friendly man named Ahmet Geyikoglu. He’d invited me in for tea on my first afternoon in Ankara, and I kept returning to paw through his beautiful carpets and talk about the day’s plans. Finally, I playfully told him I wanted a chair, a stool, and a bench, but he ignored the chance to make a big sale while bubble-wrapping the least expensive of my requests and tucking in a complimentary kilim-covered pillow. Unexpectedly, “I had discovered Ankara’s true spirit in a rug seller’s cramped shop.”

A train through old Germany
"Steam locomotives are impossibly romanric"-perhaps nonc more so than those that run on the Fichre1bergbahn, said T.R. Goldman in The Washington Post. The small German railroad began operating in 1897, transporting people and freight 11 miles through the scenic Ore Mountains along what's now Germany's border with the Czech Republic. Today, the Fichtelbergbahn carries 200,000 sightseeing passengers each year, from Cranzahl to the low-key ski village of Oberwiesenthal, a former silver-mining town and the highest settlement in the nation. Many of these visitors are train aficionados who, like me, are drawn to the region by the ride itself.


Oberwiesenthal is one of Germany's bestvalue ski resorts, favored by families who pack the little inns above the train station and wander into the main square when they're not on the slopes. Picturesque lodgings like the Hotel-Gasthof Rotgiesserhaus sit near "very GDR" restaurants like the main square's Cafe Central, a place where the bad lighting, cheap beer, and raxidermied animals offer their own retrograde Soviet-era charm. We train buffs spent many hours just milling about the village's railyard, "photographing the engines as if they were exotic zoo animals." Because they run on narrow?gauge tracks, the locomotives are about half normal size, and though plenty powerful, they're also "impossibly cute."

The engineer and the fireman agree to let me ride in [heir cab as my train embarks for Cranzahl. A high-pitched, breathy whistle sounds, and thcn the chug-chug-chug starts, "first slowly and methodically, then rapidly crescendoing in speed." The engine shoots thick bursts of white steam into the air as we weave through the mountains, and I admire thc orange-roofed villages in the valley below. Later, I discover that both tourists and locals often pull their cars over to watch the train pass overhead on a 75?fooHall viaduct about half a mile olltside Oberwiesenthal. One Bavarian visitor struggles to answer when I ask him to explain the attraction. "It's black, it's beautiful," he says. "It's life inside."

TOP 10 MOST BEAUTIFUL CITIES IN ASIA 2019
TOP 10 BEST AIRPORTS IN THE WORLD
TOP 10 MOST VISITED CITIES IN THE WORLD
TOP 10 MOST BEAUTIFUL CAPITALS IN THE WORLD
TOP 10 BEST PLACES TO VISIT IN SINGAPORE
10 AMAZING PLACES AROUND THE WORLD
TOP 10 CHEAPEAST COUNTRIES TO LIVE IN EUROPE 2019
7 BEAUTIFUL PLACES IN THE WORLD THAT YOU NEED TO SEE IN REAL LIFE





anyaha

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 64
    • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 12:42:06 AM
An island halfway to nowhere
Tristan da Cunha might be “the most far-flung inhabited island on Earth,” said Andy Isaacson in National Geographic Traveler. Located in the middle of the South Atlantic Ocean, about halfway between South Africa and South America, this British outpost is home to only 262 residents, and only nine times a year can any of them secure routine passage out— generally on a polar research ship making a seven-day crossing to Cape Town. “Why travel to Tristan? Simple: to escape to a place that has eluded even like-minded scapists.” When the SA Agulhas II dropped me off, I knew I wouldn’t be leaving until the ship picked me up four weeks later on its return journey.


Tristan is little more than a 6,760-foot volcanic cone, and from the water, it looks “solitary and lost, like an iceberg adrift.” But we eventually caught glimpse of a cluster of low buildings with red and blue tin roofs, and in one waited a cheerful tourism coordinator. She told me she could arrange excursions for fishing or bird watching, or guides to help me attempt a six-hour climb to the volcano’s peak. I started by walking the island’s only road, past Hottentot Gulch—named for the African soldiers who camped here in 1816 when the British briefly maintained a garrison—and on to a scattering of cabins where the locals spend Christmas. As I walked, “the pastoral tableau of mountain and ocean before me evoked a blend of Scotland and Big Sur.”

The first settlers were a family and two stonemasons who stayed behind when the British military left in 1817, but my host was the grandson of one of the Italian shipwreck survivors who washed ashore 75 years later. We ate a lot of lobster—Tristan’s main export—plus potatoes that had been boiled, baked, mashed, or roasted. I never did climb Queen Mary’s Peak, or see any of the cruise ships that have been making stops at Tristan. But I attended two baptisms, a wedding reception, two birthday potlucks, and a lamb marking, and I spent some happy evenings at the town pub. There wasn’t a palm tree in sight, but it felt like four weeks in “a vanishing kind of paradise.”

Embedding with an ancient tribe
The moment the boat pulled away, I experienced “a completely different kind of alone,” said Carl Hoffman in National Geographic Traveler. I have been to New Guinea before, and even visited the same isolated tribal village at the edge of the New Guinea jungle. But this time I have asked to be left for a month, and I am instantly encircled by a greeting party of 50 strangers with bones piercing their septa and white feathers in their headbands. Did I mention that their recent ancestors were cannibals? “In a lifetime of travel,” this is surely “the most intense thing I’ve done.”


An elder tribesman named Kokai is serving as my host. Kokai remembered me when I ran across him in the small coastal town of Agats, and he agreed to let me stay with him in his hut if I paid for his boat ride home. Upon our arrival, we smoke tobacco in a circle with other Asmat men who talk quickly in Indonesian while I try to keep up. When a bowl of noodles and rice is offered, I don’t know if it will sicken me. But “there is nothing I can do but eat, so I do.” I’m here to understand Asmat culture by completely immersing myself, and I must “leave behind everything I know.” Soon, I’m drinking rainwater “wiggling with mosquito larvae” and eating sago worms.

I never do get used to the smell of human excrement in Kokai’s village, since every toilet is just a hole cut in a floor. But I enjoy learning hunting stories told in pantomime and “lose myself in tribal reverie” as drummers and dancers celebrate the completion of a 100-foot-long men’s house for the village’s Jisar clan. Times moves so differently in this place that I think for a while that the month will never end. But eventually each day becomes “a blur of heat and rain and smoke and drumming and sitting in stillness,” and the month ends suddenly. Just before I board the boat that will take me back to Agats, Kokai takes my hand and rubs it on his cheek. “Adik,” he says—the Indonesian word for “little brother.”

The luxury side of the Maldives
Two very different worlds coexist in the Maldives, said Alan Feuer in The New York Times. This string of 1,000 coral islands off the southern tip of India remains, on one hand, a “hedonistic and decidedly high-end” vacation destination: Every year, a few new resorts are added to the 100 or so scattered across the archipelago. But Maldivians mostly live in a different reality—an Islamic nation whose government is becoming more extremist every year. When my girlfriend and I spent a week in the islands recently, we enjoyed every moment. But occasional reminders alerted us that outside our “pampered bubble,” shariah law now abides.


At first sighting, the nation’s capital, Mal?, struck us as a city “with the raffish charms of the Caribbean”: Men on motor scooters were zipping down a seaside boulevard past brightly painted buildings. But when we awoke after a postflight nap, we were surprised to hear the keening chant of a muezzin at a nearby mosque calling the faithful to evening prayer. The more typical tourist experience began for us the next day, when we climbed into a speedboat sent by our resort and were spirited away to fantasyland. At Huvafen Fushi, or “Dream Island,” we were handed coconut water by the Per Aquum resort’s smiling staff members, who threw rose petals beneath our feet as they ushered us into a golf cart for a tour of the property. We were similarly cosseted at the two other resorts where we stayed. In a country that elsewhere prohibits alcohol and skirts, we drank fine wines and walked empty beaches in American swimwear.

On one of our last days, we attempted to glimpse the world beyond such resorts. By boat, we traveled to Guraidhoo, a tiny island of unpaved streets where three mosques serve the population of 2,000. “We are Muslim here, but not 100 percent,” our guide told us, and Guraidhoo indeed seemed a middle ground. After strolling past dozens of souvenir shops, we stopped at a small restaurant where the bar subtly displayed bottled beer amid its sodas and cold teas. This time, when the keening call of a muezzin suddenly filled the air, I wasn’t surprised.

China’s chill-out zone
Hangzhou brings to mind words that are not typically associated with modern China, said Stephen Drucker in Travel + Leisure. Several times a day, my tour guide called this metropolis of 7 million “the most relaxing city in China,” even though such salesmanship was unnecessary. Anchored by a famously serene lake, Hangzhou lies only 45 minutes from frenetic Shanghai by high-speed train yet feels a world away. “You can still feel the heartbeat of old China here—in the mists and reflections on the water, in the old teahouses and exclusive new clubs keeping alive the spirit of the literati who gathered during Hangzhou’s golden moment, a thousand years ago, as capital of the Southern Song dynasty.”


Under the spell of West Lake, “even the most driven person learns to be a little aimless.” I first got out on the water in a hired boat, taking the chance to admire historic homes along the shores. Walking the mile-long causeway that crosses the lake provided a better introduction to the city’s people, though. Families shared the causeway with fashion-conscious young women in five-inch platforms, as well as an army unit that jogged back and forth in the hot sun. At night, the lake “goes Vegas,” with a light-and-music show created by the director of the Beijing Olympics’ opening ceremonies. A platform just below the water’s surface served as a stage, and “the sight of 50 people walking across West Lake carrying huge red-paper lanterns did unimaginable things” for my dream life.

China’s new rich frequently visit Hangzhou to soak up the finer points of their national culture, and I followed parts of the same curriculum. At a traditional teahouse, I marveled at the way a tea master guided the conversation while he worked, drawing every guest into “the cloistered world” of his table. At the extravagant Amanfayun resort, I ate a meal of 10 very small courses prepared by monks and intended to make you mindful of every bite. Finally, I arranged to meet with a distinguished Buddhist monk at Yongfu Temple. “If you want to be happy,” he told me, “you have to know what is enough.” What else could I do? I flew home the next day.

The Emerald City of the Maya
One of the great capitals of ancient Mayan civilization is finally ready for visitors, said Maya Kroth in The Washington Post. Until now, the ruins at Palenque, Mexico, “always seemed painfully out of reach, hours by bus from the nearest town.” But a new airport has made this “extraordinary” site near the Guatemala border accessible to travelers beyond the most dedicated history buffs and archaeologists. Roads are being repaved and new hotels are opening, creating “a palpable sense of momentum.” Palenque is often described as the greatest archaeological find ever made in the Americas, and one day it may provide the key to unlocking the mysteries of the Maya.


For my stay, I chose El Panch?n, a funky compound near the ruins that’s beloved by dreadlocked backpackers. My room cost under $20 a night, and came with a nightly symphony of unseen insects, howler monkeys, and “strange birds whose song sounds like a cross between a malfunctioning fan belt and an alien transmission.” Awaking the next morning, I rode a tour bus to the ruin zone, then paid for a tour guide who proved to be a font of information as we set off on the park’s jungle footpaths. Palenque was occupied from roughly 100 B.C. to A.D. 900, peaking under the 7th-century rule of Pakal the Great. It was his tomb that an archaeologist stumbled across in the 1950s when he discovered a hidden staircase in a towering step pyramid at the ancient city’s center. The remains of five sacrificial victims guarded the tomb entrance.

Most of Palenque’s 1,500 structures have yet to be excavated, but several imposing temples and a massive palace complex occupy the site’s central clearing. At Pakal’s enormous, well-preserved palace, tourists line up to take photos at the granite throne in the bathroom complex, which once discreetly drained to a septic field far from the city. Bas-relief carvings are everywhere, “chronicling a detailed history of Palenque’s golden age—though precious little about its fall.” Drought, deforestation, overpopulation, and power struggles all seem to have contributed to the city’s rapid decline. More than 900 years later, it appears poised for a comeback.

TOP 10 MOST BEAUTIFUL CITIES IN ASIA 2019
TOP 10 BEST AIRPORTS IN THE WORLD
TOP 10 MOST VISITED CITIES IN THE WORLD
TOP 10 MOST BEAUTIFUL CAPITALS IN THE WORLD
TOP 10 BEST PLACES TO VISIT IN SINGAPORE
10 AMAZING PLACES AROUND THE WORLD
TOP 10 CHEAPEAST COUNTRIES TO LIVE IN EUROPE 2019
7 BEAUTIFUL PLACES IN THE WORLD THAT YOU NEED TO SEE IN REAL LIFE